23 ธันวาคม 2551

ถึงเวลาต้องตัดสินใจ

งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา มีเกิดก็ต้องมีดับ
ความฝันที่รออยู่ข้างหน้ายังมีอยู่

บางครั้งเห็นเพื่อนบางคนมีหน้าที่การงานที่ดี เราก็ดีใจ
แต่นึกหดหู่กับตัวเองไม่ได้เลยว่า
ทำไมเราถึงเป็นมนุษย์เงินเดือน
ที่เงินเดือนก็ใช่ว่าจะสูงลิบลิ่วอย่างใครเขา
บางครั้งยังอิจฉาบางคนที่เค้ามีญาติพี่น้องใหญ่โต
มีเส้นสาย ที่พอจะฝากเข้าทำงานในที่ดีๆ ดูดีไฮโซ
แต่พอมองนึกกลับมาอีกที ใช่ว่าเราเองจะไม่มีดี
แต่เรามองไม่เห็นความสามารถของเราเองมากกว่า
เราไม่กล้าที่จะก้าวไปข้างหน้าเองมากกว่า

เรื่องที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องความสับสนในชีวิตของคนๆ หนึ่ง
ที่เลือกไม่ได้ระหว่างความสะบายกับที่ทำงานเก่า สบายจนเคยตัว
พอเมื่อถึงเวลาต้องตัดสินใจไปทำงานที่ใหม่เริ่มเกิดอาการกลัวขึ้นมา
กลัวว่าจะโดนกดดัน กลัวจะโดนแกล้ง กลัวว่าเราจะความสามารถไม่ถึง กลัวๆๆๆๆๆๆๆๆ
ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ลองเลย จะกลัวไปทำไมทั้งๆ ที่งานใหม่ก็ใกล้บ้านกว่า ((ทีี่สำคัญเงินเดือนเยอะกว่า อิอิ)))
แม้ว่าจะต้องตื่นเช้าเหมือนเดิม แต่ก้ไม่เห็นแปลกเลย เราก็ตื่นเช้าอยู่แล้วนี่นา...
จะกลัวอะไรอีกเล่า หากไม่คิดที่จะก้าวออกมา แล้วเมื่อไหร่เจ้าจะโตสักที...

ในที่สุดข้าพเจ้าก็คิดได้ และเลือกที่จะไปทำงานที่ใหม่ทั้งๆ ที่รู้ว่าต้องเหนื่อยกว่าที่เดิมก็ตาม
อย่างน้อยๆ เราก็จะเก่งขึ้น เราต้องกล้าที่จะสู้และก็ต้องกล้าที่จะอดทนสิ
อยู่ที่เดิมก็สบาย สบายมากเสียด้วย ไม่มีอะไรที่ต้องปรับตัวอีกแล้วเพราะรู้ใส้พุงกันดี
แต่ก็อย่างว่า คนเราต้องมีวันที่จะโตกันทุกคน และวันนี้วันที่เราเลือกที่จะก้าวออกไป
เพื่อไปเจอกับการเรียนรู้ใหม่ๆ ที่เคยสัมผัสมาบ้างถึงจะไม่มากก็ตาม แต่ก็จะลองดู

ช่วงนี้ไม่ค่อยมีเวลาได้อัพบล๊อก เนื่องจากมีภาระกิจ และสิ่งที่ต้องคิดมากมาย
ถึงเวลาอัพ ก็ดันกลายเป็นเรื่องบ่นๆๆๆๆๆ ของคนคิดไม่ตกไปซะงั้น เฮ้อ...

สู้ สู้ สู้ตาย

สู้เค้านะ...เจ้าตัวน้อย...

11 ธันวาคม 2551

ชอบผู้หญิงด้วยกัน..มันผิดตรงไหนมิแซ่บ..

งิ ...งุด งิด...

เมื่อวานเป็นวันหยุด ที่ไม่ต้องมาทำงาน แทนที่วันหยุดจะได้สบาย ทั้งกาย และใจ แต่กลับต้องมาเจอเรื่องยิบน่อยให้ปวดหัว

เมื่อวานที่รัก กลับมาจากทำงาน เค้าก็ไปเล่นเน็ตของเค้าเราก็ไปด้วย เค้าก็คุยเอ็ม กับเพื่อนเค้า

ได้ใจความว่า ...เพื่อนเค้า ต้องการหาคนมาทำงานแทน ในวันที่ 2 มกราคม เพราะตัวเองจะไปเที่ยวกับกิ๊กใหม่ ที่เพิ่งเจอกันได้ 5 วัน และก็ตกลงคบกันเป็นแฟนแล้ว แถมยังคุยทับอีกว่า ปี 2552 คุณ She จะแต่งแน่ เหอะๆๆ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นใหญ่

แฟนเราก็เลยแหย่เล่นว่า เดี๋ยว เค้าจะไปทำแทนเอาไหม หรือไม่ก็ให้ข้าพเจ้าไปทำแทนให้เอาไหม ...แต่ค่าแรงวันหยุด นี่มัน 3 เท่านะ ((ด้วยความที่เป็นเพื่อนกัน แหย่เล่นแบบนี้ ก็แค่ขำขำ))

แต่คุณ She กลับคิดว่า... แฟนเราไปดูถูก เค้า และ อาชีพของเค้า และพูดกลับมาว่า ((อย่างแกกะแฟนน่ะนะ จะมาทำงาน Call center แทนคุณ She นั่นได้ จะมาข้อมูลให้เจอกันหรือเปล่า ก็ไม่รู้ ...ค้นหาตัวเองกันยังไม่เจอเลย ...คบกันไปได้ พวกคนเพศเดียวกันเนี่ย ...จะมีอะไรยั่งยืน))

ได้ยินดังนั้น ...เดือด สิคัฟ พี่น้อง เดือดมากด้วย

เลยตอบกลับไปทันควันเลย ว่า ...เอ่อ... ถ้าเป็นเพราะว่า ไม่เอาผู้ชายทำผัว แล้วบอกว่าค้นหาตัวเองไม่เจอเนี่ย เอามาตรฐาน จากหัวแม่โป้งส่วนที่เล็บขบของคนสมัยพระเจ้าเหาเกาขี้กลาก คิดหรือไงฟระ

ใครกันแน่ที่ค้นหาตัวเองไม่เจอ ...หากคนที่บอกว่าค้นหาตัวเองเจอ คือ ต้องผ่าน ... มาเป็นร้อย ((อนุญาติไม่สุภาพเล็กน้อยนะ)) แล้วบอกว่าตัวเองค้นพบแล้ว ((แสรดดดดดดดด)) เป็นพวกประเภท ((หอยเพื่อประชาชน)) แล้วมาบอกว่าตัวเองค้นพบแล้ว ค้นเจอแล้ว ... อันนี้แหละ ที่กรูบอกว่าใช่ เจอกันใน Hi5 แล้วไปให้เค้าทะลวงรู แล้วคบต่อ มาอีก 5 วัน แล้วบอกว่า นี่แหละสิ่งที่หามาเนิ่นนาน นี่แหละสิ่งที่ค้นพบแล้ว นี่นะเหรอ เพื่อนที่คบมาตั้งแต่สมัยมัธยม พูดกับเพื่อนตัวเองแบบนี้

อย่างที่เราๆ ท่านๆ เข้าใจกันดีอยู่แล้ว ว่า การที่เราคบกับใครสักคน ไม่ว่า จะเป็น ญ รัก ญ, ช รัก ช, หรือว่า ช รัก ญ ถ้าหากทั้ง 2 ฝ่าย ไม่มีความจริงใจต่อกัน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็จะไม่ยาวนาน

เรากับที่รัก คบกันมา 3 ปีกว่าๆ แล้ว และเราก็จะรักกันตลอดไป เป็นทั้งคนรัก เป็นทั้งเพื่อนสนิท ให้กัน อยู่ด้วยกันทุกครั้ง ที่อีกคนหนึ่งทุกข์ใจ ช่วยเหลือ ดูแลกัน ((ก็จริงอยู่ อย่างที่บางคนบอกว่า...พวกรักเพศเดียวกัน ไม่มีอะไรยืนยัน ว่าจะคบกันไปได้นาน เพราะ เพียงกระดาษแผ่นเดียวที่ขึ้นชื่อว่าทะเบียนสมรส ที่พวกเรายังไม่มีกันมันเป็นเครื่องบอกว่า สังคมของเรา มันก็แค่นี้ พวกไม่มีแก่นสาร ในความคิดของใครบางคน))

ไม่ใช่ว่าเป็นแบบนี้แล้ว มาทำเป็นเห็นใจและเข้าใจในความรู้สึกที่ว่า รักเพศเดียวกัน แล้วมีใครมาว่า แล้วต้องเป็นเดือดเป็นร้อนแทนกันไป

แต่กับพวกจิตใจคับแคบ มองโลกแค่กะลาใบเล็กๆ ที่ไม่รู้จักความรักที่แท้จริงเป็นเช่นไร ก็จะเป็นเช่นนี้

งุด งิด ... (((แสรดดดดดดดด)))

ที่รักเลย ตัดเพื่อนไปเลย ((ทนไม่ได้จริงๆ กับความทุเรศ ของเพื่อนที่รักเรา)) เฮ้อ...

...เซ็ง...

9 ธันวาคม 2551

ของเล่นหลอกเด็ก...

หยุดไปหลายวัน เลยได้มีโอกาสออกไปหาอะไรทำบ้าง ออกไปดูของที่สัมเพ็งมา ของถูกดี แต่...ต้องซื้อเยอะๆ ถึงจะถูกจริง
ตอนแรกกะว่าวันพ่อจะไปบริจาคเลือดไปชั่งน้ำหนักอีกรอบ 44.8 ง่ะ ขาดไป ตั้ง .2 ง่า....อดไปเรย
...เมื่อไหร่จะอ้วนเนี่ย...

เลยได้ของเล่นหลอกเด็กมา
ก่อนที่จะเอาไปหลอกเด็ก เด็กโข่งอย่างเราเลยได้ลองเล่นซะก่อน เหอะๆๆๆ

และนี่ก็คือ โฉมหน้า ของเล่นหลอกเด็กโข่งอย่างเรา เหอะๆๆๆ
มันคือ...ไข่ไดโนเสาร์...


ในคู่มือเค้าบอกว่าให้เอาแช่น้ำทิ้งไว้ ประมาณ 48 ชั่วโมง ไอ้เราก็แช่ แระก็รอ...
เหอะๆๆ พอครบกำหนด ไข่มันแตกแล้ว...
แต่ว่า... ทำไมตัวมันน่าเกลียดจัง หว่า...

และก็เลยเอามือไปคนเล่น และก้แช่ต่อไปอีกหน่อย สรุป ไข่มันแตกมากกว่าเดิม ตัวมันก็ใหญ่ขึ้นมาอีกนิด


อิอิ อันนี้จริงๆ มันต้องใหญ่กว่านี้อีก แต่เจอความซนของข้าพเจ้า มันเลลยได้ตัวเท่านี้เลย

พอเอามันออกมาวางไว้ ผ่านไป 3 วัน ง่ะ มันหด...ครับพี่น้อง
หดเหลือตัวนิดเดียวเอง แค่ไม่ได้ให้อาหารแค่นี้น้อยใจ หดตัวเลย ...

เหลือตัวนิดเดียวเอง

วันนี้ก็เป็นเหมือนทุกวัน...
เพราะงานยังสุมหัว เหมือนเดิม...ไม่เปลี่ยนแปลง เฮ้อ...เหนื่อย

ปล. 1 กินยาบำรุงร่างกายแหละ เค้าบอกว่าน้ำหนักจะขึ้น กินใหญ่เลย 1 เดือน เพิ่ม มา .8 เฮ้อ...ถ้าเป็นคนอื่นเค้าคงเพิ่ม 3 กก. แต่สำหรับเรา ได้เท่านี้ก็พอแว้ว ...แล้วเมื่อไหร่จะบริจาคเลือดได้ล่ะ...
ปล. 2 คุณพิม...ตุ๊กตา ทำเสร็จแล้ว แต่ยังไม่ได้ส่งให้เลย กะว่าจะส่งให้ภายใน อาทิตย์นี้ แหละคุณ
ปล. 3 งานยุ้ง ยุ่ง เซ็ง...
ปล. 4 แล้วตรูจะมี ปล. ไปทำไมกันล่ะเนี่ย...

2 ธันวาคม 2551

บัวลอยแก้ว 3 สี

วันนี้มาทำอาหารกันดีกว่า
เพราะว่าสูตรนี้เป็นสูตรที่คิดขึ้นเอง และลองทำกินแล้ว อร่อยดี เลยอยากนำเสนอ

เครื่องปรุง
เผือก
ฝักทอง
แครอท
กระทิ
แป้งมัน
น้ำตาลทราย
น้ำตาลปีบ
น้ำเปล่า
เกลือป่น
เนื้อมะพร้าวอ่อน

วิธีการทำ
1. นำเอาฝักทอง, เผือก, แครอท มาหั่นเป็นลูกเต่าเล็กๆ
2. นำเอาแป้งมันผสมน้ำ แล้วเอาเผือก ฝักทอง แครอท ที่หั่นแล้วมาชุบแป้งมัน เพื่อให้ติดแป้งมัน
3. แล้วนำเอามาคลุกแป้งมันแห้งๆ อีกครั้ง เพื่อให้แป้งติดทั่วถึง
4. นำเผือก ฝักทอง แครอท ลงไปต้มในน้ำรอสักครู่แป้งและเผือก ฝักทอง แครอท ก็จะลอยขึ้นมา ให้ตักออกแช่น้ำเย็น (ข้อควรระวัง อย่าต้มนานเกินไป เดี๋ยวแป้งจะหลุดร่อนออกจากเนื้อของเผือกเสียก่อน)
5. เปิดเตาที่ไฟปานกลาง นำกะทิในหม้อไปตั้งบนเตา ใส่น้ำตาลทราย น้ำตาลปี๊ป และเกลือป่นลงไป หมั่นคนตลอดเวลา จากนั้น นำเนื้อมะพร้าวอ่อนมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ลงไปในกะทิ แล้วก็นำเอาเผือก ฝักทอง แครอท ที่ต้มแล้ว มาใส่ในน้ำกระทิ ตั้งไฟไว้สักครู่ ก็ยกออกจากเตา
6. ตักใส่ถ้วย พร้อมเสริฟ ได้เลยจ้า

เผือก ฝักทอง และ แครอท ล้วนแล้วแต่มีคุณค่าทางอาหาร และสุดแสนอร่อยเมื่อนำมาทำเป็นขนม
สีของเผือก ฝักทอง แครอท ก็มีสีที่สวยเมื่อนำเอามาทำบัวลอยแก้ว 3 สีแล้ว จะน่ารับประทานยิ่งนัก

วันนี้เอาสูตรมาฝากกันก่อน เนื่องจากตอนที่ทำครั้งแรกไม่ได้ถ่ายรูปเอาไว้ด้วย คราวหน้าจะเอาขั้นตอนการทำมาลงให้ดู
ครั้งนี้ใครที่ร้อนวิชา ก็ลองเอาไปทำตามกันก่อนเลย
ได้ผลอย่างไรมาบอกกันด้วย
เพราะนี่เป็นสูตรที่คิดขึ้นเอง และลองทำกินแล้ว อร่อยดี ((แอบชมตัวเอง นิดๆๆ)) อิอิ
สีสันก็สวยด้วย
เพราะว่าเป็นสูตรที่คิดขึ้นเอง ทำกินเองไป 1 ครั้ง เลยยังไม่แน่ใจว่าคนอื่นๆ จะรู้สึกชอบ สูตร บัวลอยแก้วของเราไหม
ถ้าใครเอาไปลองทำดู ก็มาบอกกันบ้างน้า...

1 ธันวาคม 2551

29 สุดยอดอาหาร คงความอ่อนเยาว์

คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่า ...ไม่กลัวแก่...
ใบหน้าที่มีริ้วรอย เกิดขึ้นไปตามอายุ ดังนั้นเราควรที่จะดูแลใบหน้าและผิวพรรณของเราให้สดใส ผุดผ่องอยู่เสมอ
เพียงแค่เลือกรับประทานอาหารที่ว่ามาทั้งหมดนี้ เพียงอย่างน้อย 1 อย่าง เป็นประจำทุกวัน ก็
จะช่วยให้เส้นผมดำขลับ เงางาม ผิวพรรณผุดผ่องและดวงตาเป็นประกาย ((วิ้ง...วิ้ง)) กันได้แล้ว จะหาแฟนเด็กมาประดับบารมีสัก 3 - 4 คนก็ยังไหว 555

1. บลูเบอร์รี่ : จากผลการวิจัยพบว่า แอนโทไซยานิน (anthocyanin) สารเม็ดสีในบลูเบอร์รี่ ช่วยในการมองเห็น ขอแนะนำให้คุณลอง ปั่นบลูเบอร์รี่รวมกับนมหรือโยเกิร์ตดู

2. พริกหยวก : ทั้งพริกแดง พริกเขียว และพริกเหลืองต่างมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันร่างกาย น้ำฉ่ำๆ จากพริกหยวกยังจะช่วยให้สุขภาพเล็บแข็งแรง ลองนำพริกไปทำซัลซ่า โดยผสมเข้ากับมะเขือเทศ กระเทียม พริกแดง แตงกว่า น้ำมันมะกอก และน้ำมะนาวดูสิ นอกจากจะได้ประโยชน์
มหาศาลจากเหล่าสุดยอดอาหารแล้ว ยังได้อร่อยกับเมนูเด็ดจากฝีมือของคุณเองอีก

3. กะหล่ำปลี : เห็นเขียวๆ ม่วงๆ อย่างนี้รู้มั้ยว่ากะหล่ำปลีนั้นอุดมไปด้วยวิตามินเอ, ซีและเบตาแคโร
ที นที่จะช่วยในเรื่องของผิวพรรณ เพียงหั่นกะหล่ำปลีบางๆ แล้วนำลงไปผัดกับขิงและกระเทียม เพียงเท่านี้ก็ได้อาหารมื้อค่ำสำหรับตัวคุณเองแล้ว

4. วอลนัท : ทองแดงในวอลนัทช่วยคงสภาพสีผมของคุณไม่ให้เปลี่ยนสีก่อนวัยอันควร ลองโรยวอล
นัทลงบนสลัดหรือโยเกิร์ตก็ไม่เลวนะ

5. แอปริคอท : สารเบตาแคโรทีนในแอปริคอทช่วยชะลอการเสื่อมถอยของเลนส์ตา ช่วยในการมอง
เห็นได้ดี ใส่แอปริคอทลงไปในสตูว์ไก่ ผสมกับขิงและอบเชยให้ได้กลิ่นอายแบบโมร็อคโค

6. อะโวคาโด : การรับประทานอะโวคาโดช่วยทำให้ผิวเรียบเนียน และปกป้องผิวจากอันตรายที่เกิด
จากแสงแดด เนื่องจากอะโวคาโดอุดมไปด้วยวิตามินอี บดอะโวคาโดโรยหน้าโอ๊ตเค้กเป็นของทานเล่นดู
ก็ได้

7. สตรอเบอร์รี่ : วิตามินซีและ สารบางอย่างในสตรอเบอร์รี่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของผนังเส้นเลือดผลไม้สีแดง สดทรงเสน่ห์แบบนี้ เพียงแช่เย็นไว้จิ้มกินกับเกลือตอนนั่งดูทีวีก็เพลินดีไม่น้อย

8. เต้าหู้ : หยุดยั้งผิวที่ซีดและแห้งโดยการรับประทานอาหารอย่าง เต้าหู้ เพราะในเต้าหู้มีสารที่จะ
ช่วย คืนสภาพผิวและป้องกันรอยเหี่ยวย่น ลองผัดรวมกับผักกรอบๆ หรือทำเป็นต้มจืดเอาไว้ทานเป็นมื้อเย็นนอกจากจะช่วยคืนสภาพผิวแล้ว ยังช่วยควบคุมน้ำหนักได้เป็นอย่างดี

9. ข้าวโอ๊ต : เต็มไปด้วยเส้นใยที่ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด ทั้งยังช่วยลดอาการตึงเครียด จึงทำ
ให้รอยเหี่ยวย่นน้อยลง เพียง โรยข้าวโอ๊ตลงบนมูสลี่ หรือนมอุ่นๆ ใส่น้ำตาลลงไปเล็กน้อยแค่นี้ก็ทานได้
แล้ว กระชุ่มกระชวยเหมือนแรกสาว

Stay feeling young

10. กระเทียม : สมุนไพรกลิ่นแรงอย่างกระเทียมมีคุณสมบัติป้องกันแบคทีเรีย ล้างพิษ และป้องกันไวรัสจากโรคภัยไข้เจ็บ ตั้งแต่ไข้หวัดไปจนถึงมะเร็ง อาหารไทยส่วนใหญ่มีกระเทียมเป็นส่วนประกอบอยู่แล้ว

11. แครนเบอร์รี่ : ผลไม้มหัศจรรย์ช่วยต้านการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ จากงานวิจัยล่าสุดพบว่ายังช่วยป้องกันโรคเหงือก และแผลในช่องท้องได้ชะงัดอีกด้วย อาจจะทำเป็นแยมไว้รับประทานกับขนมปังหรือทำเป็นซอสแครนเบอร์รี่ไว้ทาไก่หรือ เนื้อย่างก็มีประโยชน์ไม่แพ้กัน

12. ลินสีด : ช่วยลดอาการเจ็บตามข้อต่อ เพราะอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ที่ร่างกายใช้ในการสร้าง
ฮอร์โมนที่มีคุณสมบัติป้องกันอาการอักเสบ ลองเติมลงในน้ำปั่นหรือโรยหน้าสลัดดูก็ได้นะ

13. กีวี : วิตามินซีและสารอาหารบางอย่างในกีวีช่วยในการไหลเวียนของออกซิเจน ลดปัญหาเกี่ยวกับ
ระบบหายใจ เช่น โรคหืด หอบ หั่นกีวีเป็นลูกเต๋าเสียบไม้กับมะม่วงหรือกล้วย ทาด้วยน้ำผึ้ง แล้วนำไป
ย่าง อาจจะได้รสชาติแปลกใหม่ที่น่าลิ้มลอง

14. ลูกพลัม : อุดมไปด้วยสารอาหารที่ช่วยป้องกันการถูกทำลายของไขมันซึ่งเป็นส่วนประกอบ สำคัญในเซลล์สมอง นำลูกพลัมไปเคี่ยวกับน้ำส้ม และโรยลงไปบนมูสลี่ หรือจะกินเล่น เป็นขนมขบเคี้ยวก็ไม่มีใครว่า

15. กล้วย : เป็นแหล่งรวมของโพแทสเซียม นอกจากกล้วยจะช่วยในเรื่องของระบบการย่อยอาหาร
แล้วยังช่วยลดอาการท้องผูก แค่ผสมเข้ากับนม น้ำผึ้ง และอัลมอนด์ ก็จะได้อาหารเช้าที่แสนอร่อย

16. ส้ม : การรับประทานส้มทั้งผลแทนการดื่มน้ำส้มจะช่วยให้ได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่ มิหนำซ้ำ
วิตามินซีในส้มยังช่วยป้องกันและเยียวยาโรคหวัด นอกจากนี้กากของส้มยังช่วยในเรื่องของการขับถ่าย
ด้วย

17. ข้าวกล้อง : ฮอตฮิต อินเทรนด์กันอยู่พักใหญ่ เพราะอุดมไปด้วยแร่แมงกานีสที่จะช่วยให้พลังงานกับร่างกายโดยการให้โปรตีน และคาร์โบไฮเดรต และยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายอีกด้วย ใครที่ไม่ชอบสีจัดจ้านของข้าวกล้องก็สามารถหุงข้าวกล้องรวมกับข้าวสวยได้

18. มะเขือม่วง : เปลือกของมะเขือม่วงอุดมไปด้วยนาซูนิน (nasunin) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยปกป้อง
สมองของคุณจากการถูกทำลาย เพื่อคงความฉลาดหลักแหลมของคุณไว้ ลองนำมะเขือม่วงไปทำแกง หรือรับประทานกับข้าวกล้องก็อร่อยไม่เบา

แข็งแรงได้ใจ Stay healthy!

จากการศึกษาพบว่า อะไรก็ตามที่คุณรับประทานเข้าไป มีโอกาสที่จะทำให้โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ดี
ขึ้นได้ เช่น โรคมะเร็ง หรือโรคหัวใจ เพื่อให้อัตราการเสี่ยงของคุณลดน้อยลง ลองอาหารพวกนี้ดูสิ

19. ลูกพรุน : โพแทสเซียมในลูกพรุนช่วยลดคอเรสเตอรอลในเลือดและลดระดับความดันเลือด ซึ่งทั้ง
สองอย่างนี้เป็นต้นเหตุของการเกิดโรคหัวใจ เสิร์ฟคู่กับโยเกิร์ตหรือกินเล่นเป็นของว่างก็ดี

20. คะน้า : ช่วยให้ตับของคุณผลิตเอ็นไซม์ในการต่อต้านมะเร็ง เมื่อคุณเคี้ยวคะน้า จากการวิจัยพบว่าสามารถหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมได้ ฮืม...ม เลือกผัดคะน้าปลาเค็ม เป็นเมนูมื้อ
กลางวันดีกว่า (อ้อ อย่าลืมทุบกระเทียมลงไปด้วยนะ)

21. ผักโขม : คุณจะได้รับแคลเซียมจากผักโขม ในขณะเดียวกันก็มีแมกนีเซียมที่จะช่วยให้ร่างกายของคุณดูดซึมแคลเซียมได้ดี การรับประทานใบอ่อนของผักโขมในสลัด จะช่วยให้ป้องกันโรคกระดูกเปราะและหักง่ายเนื่องจากขาดแคลเซียม

22. ราสเบอร์รี่ : จากผลการวิจัยพบว่าสารแอนตี้ออกซิเดนท์ในราสเบอร์รี่สามารถยับยั้งการเกิดเนื้อ
ร้ายได้ ลองนำราสเบอร์รี่ไปราดด้วยช็อกโกแลตเหลวแล้วไปแช่เย็นดูสิ

23. ถั่วงอก : สารประกอบ ที่พบในถั่วงอก สามารถช่วยลดระดับไขมันในเส้นเลือด นอกจากนี้ถั่วงอก
ยัง ประกอบด้วยสารอาหารในปริมาณสูง ซึ่งจะช่วยเรื่องโรคเล็กๆ น้อยๆ ของสตรีในวัยหมดประจำเดือนถั่วงอกผัดกับเต้าหู้ ทานกับข้าวสวยร้อนๆ ก็อร่อยไม่เบา

24. บล็อคโคลี่ : การรับประทานบล็อคโคลี่เป็นประจำ จะช่วยลดอัตราเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจได้ถึง
20% และยังมีวิตามินซีที่ช่วยป้องกันการปวดกล้ามเนื้อ ปวดตามข้อ และโรคไขข้ออักเสบได้ด้วย ลวกใส่ในสลัด หรือผัดกับกุ้งสดก็ไม่เลว

25. บีทรูท : เนื้อของบีทรูทอุดมไปด้วยเบต้าไซยานิน ซึ่งเป็นสารต่อต้านมะเร็ง รับประทานโดยการนำไปตุ๋นหรือย่าง

26. องุ่นแดง : จะช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดเลือดจับตัวเป็นก้อน และดักจับไขมันในเลือดที่จะเป็น
อันตรายต่อเส้นเลือดแดงของคุณ ใส่องุ่นแดงลงในสลัดหรือดื่มไวน์แดงสักแก้วระหว่างมื้อค่ำ

27. ปลาที่มีไขมัน : แซลมอน หรือเนื้อปลาชนิดอื่นๆ ที่มีไขมันปนอยู่บ้างนั้น สามารถช่วยปกป้องคุณจากโรคภัยไข้เจ็บมากมาย อีกทั้งโปรตีนในเนื้อปลายังช่วยในเรื่องของสมอง ว่ากันว่าให้เด็กๆ กินปลาแล้วจะฉลาด ปลานึ่ง ปลาย่างราดซอสอร่อยๆ ล้วนเป็นทางเลือกที่ดี

28. มะเขือเทศ : สารไลโคพีนี (lycopene) ในมะเขือเทศจะช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งต่อมลูก
หมาก มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ที่สำคัญช่วยให้ผิวสวยอย่าบอกใครเลยเชียวล่ะ
เลือกเอาเลยว่าคุณอยากจะใส่มะเขือเทศลงในอาหารอะไรบ้าง

29. หัวหอม : หัวหอมที่มีกลิ่นไม่หอมเหมือนชื่อนี้จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ทั้งยังช่วยในการรักษาและป้องกันโรคเบาหวาน ซอยเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็กๆ ใส่ในไข่เจียว หรือซอยใส่อาหารประเภทยำช่วยเพิ่มรสชาติได้ดีทีเดียว

ที่มา www.horapa.com

28 พฤศจิกายน 2551

บ่น บ่น + wonder baby เด็กอะไรเก่งเกิ้น


เฮ่อ...งานเยอะ นอนน้อย
กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน
...เซ็ง...
งานกองท่วมหัว จะเอาตัวไม่รอดแล้ว
และจะมาเร่ง ฉาาาาาาน ทาาาาาามมัย
ตั้งนานไม่เร่งงาน
มาเร่งงานปลายปี
โปรแกรมเที่ยวเลยต้องยุบ
เพราะ ลาพักร้อน มิได้
((เหตุผล...เนื่องจากงานที่ปิด...มันเยอะเกิ้น))
เลยเกิดอาการเซ็งเป็ด (เอามันมาเกี่ยวอีกแล้ว)

และที่สัญญากับผู้ใด ไว้นั้น...ยังไม่ลืม
เร่งทำให้อยู่...
สำเร็จแล้วจะรีบ ส่งให้ทันทีทันควัน...

นี่ก็โต๊ะประจำตำแหน่ง...ที่ดูเหมือนไม่รก เพราะว่าจัดแล้ว ขนาดจัดแล้วยังได้แค่นี้เลย เซ็ง
ไอ้ที่อยู่ด้านซ้ายมือเห็นกองๆ อยู่น่ะ งานทั้งนั้น มากันจจนตาลายแระ เฮ้อ เหนื่อย...

จากเรื่องบ่นๆๆๆๆๆ บ่น และก็บ่นแระ
มาเรื่อง wonder baby กันบ้างดีกว่า
จากที่เซ็งๆ งาน เลยหาอะไรอ่าน หาอะไรดู และก้ไปเจอเด็กคนนี้ เก่งจิงๆ เลย เป็นลูกเป็นหลาน จะพาทัวร์เดินสายเต้นซะให้เข็ดไปเลย




ถ้าอยากดูเวอรืชั่น youtube ก็ตามลิงค์นี่เลย

http://www.youtube.com/watch?v=PNKOB8Do7zE

24 พฤศจิกายน 2551

หม๋าจะเกิด...ชิงเกิดก่อน...555


วันนี้วันคล้ายวันเกิดใครไม่รู้เนอะ
เฮ่อ...แก่ขึ้นอีกปีแล้วหรอเนี่ย
ปีนี้ไม่ทันได้ทำอะไรแจกใครเลย
มัวแต่ยุ่งเรื่องงาน...สารพัดอย่าง เลยรวบยอดแจก
ตุ๊กตา...และการ์ดปีใหม่ให้เลยแระกัน
สำหรับวันคล้ายวันเกิด...ไม่เคยไปฉลองที่ไหน
ไม่มีเค้กวันเกิด...ไม่มีของขวัญ
มีแต่ทำของแจกคนอื่น...
เพราะวันนี้เป็นวันเริ่มต้นอายุใหม่เลยอยากเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ
ไปทำงานต่อแระ...

เฮ้อ...ป่วยมาเป็นอาทิตย์แล้วยังไม่หายเลย เซ็งเป็ด (((แล้วเป็ด...มันไปเกี่ยวอะไรด้วยอ่ะ)))

21 พฤศจิกายน 2551

เปลี่ยนสีดวงตาง่ายๆ ใน 3 ขั้นตอน กับ Photoshop

วันนี้เรามากันแบบ Howto กันบ้างดีกว่า
บางคนที่ถ่ายรูปตัวเองออกมา แต่อยากเปลี่ยนสีดวงตาตัวเองแบบไม่ต้องพึ่งคอนแทคเลนส์
ก็ต้องนี่เลย Photoshop ช่วยคุณได้ ใน 3 ขั้นตอน ที่ไม่ยากเกินไป
เริ่มกันเลยดีกว่า
ขั้นตอนที่ 1. เปิดรูปที่คุต้องการขึ้นมาเน้นที่ดวงตา อันนี้เป็นรูปตัวอย่างเลยเน้นที่ดวงตาโดยเฉพาะ
จากนั้นก็ก๊อปปี้ Layer ด้วยการ Duplicate Layer

ขั้นตอนที่ 2. ใช้ Lasso Tool ที่เป็นรูปคล้ายๆ บ่วงอ่ะ เพื่อสร้าง Selection ให้กับส่วนดวงตาของเรา
แล้ว เราก็ใช้ Eraser Tool ที่เป็นรูปยางลบอ่ะนะ ปรับขยายให้ใหญ่กว่าดวงตาของเรานะ ปรับ Opacity ปรัช เป็น 50% แล้วคลิก 1 ครั้ง เป็นอันเสร็จพิธี


ขั้นตอนที่ 3. ไปที่เมนู Image > Adjustments > Hue/Saturation
แล้ว ต๊ิกเครื่องหมายถูกที่ตรง Colorize (ปกติถ้าเปิดเมนูนี้ขึ้นมา ตรง Colorize จะไม่กูกต๊ิกไว้ เราต้องต๊ิกเพื่อทำงานของเรา) แล้วก็ปรับแต่งสีได้ตามชอบใจกันไปเลย (อย่าลืมนะว่าเราต้องทำงานที่ Layer ที่เราก๊อปปี้มานะ)

แค่นี้เราก้จะได้ ดวงตาคู่ใหม่ที่มีสีสันแปลกตา ไม่ต้องง้อคอนแทคเลนส์ กันแล้วล่ะ

ลองทำกันดูนะ

20 พฤศจิกายน 2551

ก็เพราะว่าเตี้ยเอง

ประสบปัญหาทุกครั้งที่ไปหาซื้อกางเกงมาใส่ ไซส์ไม่พอดีบ้าง พอดีแต่ไม่ถูกใจบ้าง อะไรทำนองนั้น
แต่ที่ทำให้หนักใจ จนจะบ้าตายก็คือความสูงที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการเลือกหากางเกงที่เหมาะกับตังเองนี่สิ
ทำไมไม่ทำไซส์มาเท่ากับเราบ้างอ่ะ ไม่รู้หรือไงว่าทอมไทย มีรูปร่างและความสูงต่างจากจากมาตรฐานสากล
ทำไมไม่คิดจะทำไซส์กางเกงออกมาตามมาตรฐานทอมไทยกันบ้างเล่า ..ยิ่งเล่า ยิ่ง งุดงิด..
วันนี้มาเป็นรูปภาพกันบ้าง
...เง้อ...ยาวเกินไปอีกเระ...
วันหนึ่ง...ไปเลือกซื้อกางเกง ได้ไซส์และแบบที่ถูกใจแระ ...แต่ มันยาวเกินไป ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วก็ซื้อมันมาละกัน และเอาไปตัดขาเอา รอให้มีที่ใส่ได้ ...ตายแล้วเกิดใหม่จะได้ใส่หรือเปล่าก็ไม่รู้
...ร้านตัดต่อขากางเกง...
กางเกงซื้อมาตัวละ 1000 + ค่าตัดขาข้างละ 50 บาท รวมเป็นเงิน 1100 บาท กับกางเกง 1 ตัว บางตัวราคาแพงกว่านี้ก็บวกเพิ่มกันไป เฮ้อ...เหนื่อยใจ......ตัดออกไปเป็นหลายนิ้ว... เห็นแล้วเสียดายผ้า.. ใส่ได้แต่ขากระบอก เพราะถ้าซื้อขาม้ามาล่ะก็ ตัดออกมาเป็นขากระบอกเหมือนกัน เซ็งเป็ด...
ตัดออกมา จากกางเกงผู้ใหญ่ ยาวๆ ทรงสวยๆ กลายเป็นกางเกงเด็ก ต่อไปกะว่าจะไปซื้อเสื้อผ้าแผนก เด็ก14 ปีมาใส่ให้รู้แล้วรู้แรดกันไปเลย

18 พฤศจิกายน 2551

เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต (Stem Cell)

วันนี้มาต่อกันเรื่องบริจาคสเต็มเซลล์กัน
ตอนแรกกะว่าจะมาแบบการ์ตูน แต่ช่วงนี้ไม่ค่อยมีเวลาเลย พออากาศเริ่มหนาวหน่อย อาการไข้หวัดก็มาเยือนซะงั้น เป็นหวัดกันงอมแงมเลย แย่จัง!!
ต่อไปจะมาแบบภาษาการ์ตูนบ้างแระ

เซลล์ต้นกำเนิดโลหิต คืออะไร? เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต (Stem Cell) คืออะไร

เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต (Stem Cell) เป็นเซลล์ตัวอ่อนของโลหิต โดยจะเจริญเติบโตไปเป็นเม็ดโลหิตแดง (ทำหน้าที่นำอ๊อกซิเจนไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกาย) เม็ดโลหิตขาว(ต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรค) และเกล็ดโลหิต (เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้โลหิตแข็งตัว) ซึ่งนอกจากจะเจริญเติบโตเป็นเม็ดโลหิตหลายชนิดแล้ว สเต็มเซลล์ยังสามารถให้กำเนิดตัวเองได้ตลอดเวลา ด้วยคุณสมบัติพิเศษดังกล่าว ทำให้สเต็มเซลล์ไม่มีวันหมดไปจากร่างกาย เราจึงสามารถบริจาคสเต็มเซลล์ให้กับผู้ป่วยโดยที่สเต็มเซลล์ของผู้บริจาค สามารถสร้างขึ้นทดแทนได้อย่างรวดเร็ว

โรคที่สามารถรักษาได้ด้วยการปลูกถ่าย Stem Cell
โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย (เป็นโรคที่พบได้มากในประเทศไทย และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น)
โลหิตจางชนิดไขกระดูกฝ่อ
มะเร็งเม็ดโลหิตขาวเฉียบพลัน / เรื้อรัง
มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
มะเร็งกระดูก Myeloma
มะเร็งเต้านม
มะเร็งรังไข่
มะเร็งปอด

การแสดงความจำนงเป็นผู้บริจาค Stem cell

1. คุณสมบัติผู้ที่ลงทะเบียนเป็นอาสาสมัครบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต
- อายุ 18-50 ปี
- มีสุขภาพแข็งแรง
- ไม่มีโรคประจำตัวหรือโรคติดต่อร้ายแรง และไม่มีพฤติกรรมเสี่ยง
2. ขั้นตอนการลงทะเบียนเป็นอาสาสมัครบริจาค Stem Cell
2.1 สำหรับผู้ที่บริจาคโลหิตอยู่แล้ว
- แจ้งความจำนงลงทะเบียนพร้อมกับการบริจาคโลหิตปกติ ตรวจวัดความดัน ความเข้มข้นโลหิต และรับหมายเลขถุงบรรจุโลหิตที่เคาน์เตอร์ลงทะเบียน (ขั้นตอนหมายเลข 3)
อย่าลืม!!! ย้ำกับเจ้าหน้าที่อีกครั้งว่าขอลงทะเบียนเป็นอาสาสมัครบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต
- กรอกรายละเอียดเพื่อแสดงความยินยอมเป็นผู้บริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์
2.2 สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยบริจาคโลหิต
- แจ้งความจำนงลงทะเบียนเป็นอาสาสมัครบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธก่อนที่จะไปห้องเก็บตัวอย่างโลหิต
3. การเก็บโลหิตตัวอย่าง
- ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ จะเก็บโลหิตตัวอย่างประมาณ 20 ml. (c.c.) เพื่อนำไปตรวจลักษณะเนื้อเยื่อ (HLA หรือ Tissue typing) และเก็บเป็นฐานข้อมูล (database) ไว้ เมื่ออาสาสมัครฯ มีลักษณะเนื้อเยื่อ HLA เข้ากันได้กับผู้ป่วยแล้ว ทางศูนย์ฯ จะเชิญอาสาสมัครมาบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต (Stem Cell) ในภายหลัง ซึ่งโอกาสที่ลักษณะเนื้อเยื่อของผู้ป่วยและอาสาสมัครฯ จะตรงกันมีเพียง 1 ใน 10,000 เท่านั้น

วิธีการบริจาค Stem Cell
1. การบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตทางหลอดโลหิตดำ (Peripheral Blood Stem Cell Donation)
วิธีการนี้ใช้เวลาทั้งหมด 6-7 วัน ซึ่งต้องมาต่อเนื่องกัน โดยเริ่มจาก
ขั้นแรก ฉีดยา G-CSF 4 วัน เพื่อกระตุ้นให้เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต (Stem Cell) ออกจากไขกระดูก (Bone Marrow) มากระจายตัวในกระแสโลหิตให้มากพอ ที่ต้องฉีดยาชนิดนี้ก่อน เพราะว่า โดยปกติในกระแสโลหิตจะมีเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต (Stem Cell) อยู่น้อยมาก จึงต้องมีการเตรียมตัวก่อนเก็บเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจากผู้บริจาค
ขั้นต่อไป จะเข้าสู่กระบวนการเก็บเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต ซึ่งใช้เวลา 2-3 วัน และแต่ละวันใช้เวลา 3 ชั่วโมง โดยแทงเข็มที่หลอดโลหิตดำบริเวณข้อพับแขน (Vein) ให้โลหิตไหลเข้าสู่เครื่อง Automated Blood Cell Separator เพื่อแยกเก็บเฉพาะเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต กระบวนการนี้คล้ายกับวิธีการเก็บเกล็ดโลหิต (platelet) หรือน้ำเหลือง (Plasma) ซึ่งจะเก็บปริมาณเท่าไรนั้น ขึ้นอยู่กับน้ำหนักของผู้ป่วย
2. การบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตทางไขกระดูก (Bone Marrow Donation)
เป็น กระบวนการเก็บเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจากโพรงไขกระดูก โดยใช้เข็มพิเศษเจาะเก็บจากบริเวณสะโพกด้านหลัง โดยผู้บริจาคจะได้รับการดมยาสลบ กระบวนการนี้จะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ทั้งนี้ร่างกายสามารถสร้างเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตขึ้นมาทดแทนได้อย่าง รวดเร็ว ผู้บริจาคสามารถกลับบ้านได้ในวันรุ่งขึ้น และควรพักฟื้นร่างกายประมาณ 5 - 7 วัน

ผู้บริจาคจะได้บริจาควิธีการแบบใด ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์เฉพาะทาง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้บริจาคด้วย

ทีมา...http://www.redcross.or.th/donation/blood_stemcell.php4

อย่าลืม...ช่วยกันบริจาค สเต็มเซลล์กันเยอะๆ นะคะ เพื่อช่วยชีวิตคนอีกหลายคนให้มีชีวิตที่ยืนยาวมากขึ้น

11 พฤศจิกายน 2551

ไม่เสียใจ..ที่ได้รักเธอ

เพลง ไม่เสียใจที่ได้รักเธอ พัดชา AF2

เนื้อเพลง ไม่เสียใจที่ได้รักเธอ - พัดชา AF2

ฉันก็เหมือนๆคนทั่วไป รอคอยคนรักที่จริงใจ ไม่ต้องการจะอยู่คนเดียว และไม่ต้องการโดดเดียวเดี่ยวดาย มีหัวใจก็อยากจะใช้รักใครซักคน ไม่อยากจะทนเหงาคนเดียวอีกต่อไป

แล้วก็ได้พบเจอกับเธอ เจอคนในฝันทั้งที่ลืมตา เธอพาสิ่งดีๆที่ยังไม่มีใครให้กัน มาให้ฉันซะมากมาย

ใจที่เก็บไว้ ในที่สุดคงถึงวันได้ลองใช้รักใครซักที

จะมีแค่เธอคนเดียวจนถึงวันสุดท้าย มีเธอคนนี้ตราบลมหายใจ ของฉันมันจะหยุด สมมติว่าในวันนึงเธอนั้นจะเปลี่ยนไป ยังไงชีวิตก็เคยได้ใช้ทั้งหัวใจเพื่อรักใครคนนึง

เพราะว่าไม่รู้วันต่อไป เลยทำวันนี้ให้ดีพอ พอเพียงในสิ่งที่คนๆนึงนั้นควรจะให้กัน มันไม่มากมาย

ใจที่เก็บไว้ ในที่สุดคงถึงวันได้ลองใช้รักใครซักที

จะมีแค่เธอคนเดียวจนถึงวันสุดท้าย มีเธอคนนี้ตราบลมหายใจ ของฉันมันจะหยุด สมมติว่าในวันนึงเธอนั้นจะเปลี่ยนไป ยังไงชีวิตก็เคยได้ใช้ทั้งหัวใจเพื่อรักใครคนนึง

ซึ่งจะบอกและย้ำตรงนี้ ถึงมีอะไรเปลี่ยนไป ฉันจะไม่เสียใจที่วันนี้…ได้รักเธอ

จะมีแค่เธอคนเดียวคนนี้ได้ยินไหม มีเธอเท่านั้นตราบลมหายใจของฉันนั้นจะหยุด สมมติว่าในวันนึงเราสองคนเปลี่ยนไป ยังไงชีวิตก็เคยได้ใช้ทั้งหัวใจเพื่อรักใครคนนึง ซึ่งฉันเป็นสุขใจ… ที่ได้รักเธอ

ชอบเพลงนี้มากเลย วันนี้ก็ไม่มีอะไรเป็นเหมือนทุกๆวันที่ผ่านมา

แต่เมื่อวันที่ 2 ได้พาที่รักไปบริจาคเลือดมา และเราเองบริจาคไม่ได้ (น้ำหนักไม่ถึง) แต่ก็ถือว่ายังโชคดีอยู่บ้างที่ความตั้งใจของเราไม่สูญเปล่า เพราะน้องที่สภากาชาดบอกว่า ถ้าจะบริจาคเสต็มเซลล์ก็บริจาคได้นะ เพราะว่าคนที่จะลงชื่อบริจาคเสต็มเซลล์ จะต้องมีน้ำหนัก 40 กิโลกรัมขึ้นไป เราหนัก 44 เหลือแค่ กิโลเดียวก็จะบริจาคเลือดได้แล้ว พอบริจาคเลือดไม่ได้ แต่รู้ว่ามีโอกาสเป็นสมาชิกอาสาบริจาคเสต็มเซลล์ได้ก็เลยไม่รอช้ารีบกรอกใบสมัครเลย

พอกรอกใบสมัครเสร็จ น้องเค้าก็พาไปห้องที่จะเจาะเลือดเอาไปตรวจ HLA พอไปถึงห้องนั้น เจอพี่อีกกลุ่มหนึ่งเค้าอยู่ในห้อง เค้าุ้นเพื่อนเค้า เพื่อนเค้าก็กำลังเจาะเลือดอยู่ แต่เจาะไปแล้ว 3 ที่แล้ว ไอ้เราจากที่ไม่กลัว เริ่มเกิดอาการกลัวขึ้นมาซะงั้น พี่หมอที่เจาะเลือดเดินมาหา และถามว่าไหนดูแขนสิ (โห...ทำไมไม่พกเส้นกันมาเลยเนี่ย วันนี้เจอแต่เคสยากๆ เจอแต่เคสไม่เห็นเส้น และเจาะยากมาเลย...งั้นเอาที่นวดมือไปบีบและเกรงแขนด้วยนะ) เราเลยได้ของเล่นใหม่เป็นที่บีบนวดมือ เค้าให้ทั้งบีบทั้งยกแบบที่ยกดัมเบล เลยอ่ะ พอพี่เค้าเจาะพี่กลุ่มนั้นเสร็จก็มาถึงตาเราแล้ว พอพี่เค้าเรียกให้ไปนั้ง เราก็บอกว่า (พี่ขอไปดื่มน้ำก่อนนะ..ตื่นเต้น) แฟนเราได้คิวบริจาคเลือดแล้วเดินมาหาเราพอดี บอกว่าวันนี้คนเยอะมาก เพราะมีรายการทีวีทางช่อง 3 มาถ่ายทำ แฟนเราได้คิว ที่ 220 เหลือคนรออีกประมาณ 98 คน เค้าก็เลยมานั่งรอเรา เราก็เลยได้มีโอกาสคุยกับพี่หมอคนที่เจาะเลือด เรื่องเสต็มเซลล์

พี่หมอบอกว่า เสต็มเซลล์ของเราเนี่ยมีโอกาส แค่ 1 ใน 10,000 คนเลยนะ ที่จะมีโอกาสตรงกันกับคนไข้ ถึงเราเจาะเอาไปตรวจก็ยังไม่รู้เลยว่า เราจะตรงกับคนไข้อีกตอนไหน หลังจากนี้เราก็ต้องดุแลสุขภาพตัวเองดีๆ เพราะอย่างน้อยถ้าเราตรงกับใครสักคน เราก็จะได้มีโอกาสได้ช่วยให้คนอีกคนได้มีชีวิตที่ยืนยาว และเค้าคนนั้นอาจจะได้ทำประโยนช์ให้กับสังคมต่อไปข้างหน้าด้วย

คุยกันไปคุยกันมา เผลอเด๋วเดียวพี่หมอบอกว่า เสร็จแล้วจ้า... ไม่เห็นเจ็บเลย ไม่เจ็บจริงๆ นะ เพื่อนคนไหนที่ใจบุญ อยากทำบุญแบบนี้ก็ลองไปสมัครเป็นสมาชิกอาสาบริจาคเสต็มเซลล์กันได้นะ เพื่อช่วยเหลือคนที่ต้องการโอกาส คุณอาจจะเป็น 1 ใน 10,000 คนก็ได้ ที่ได้ช่วยชีวิตคนอีกคน ที่ HLA ตรงกันกับคุณ

ตอนที่พี่หมอเจาะเลือดเราไป เราภาวนาหวังไว้ว่า จะมีใครสักคนที่ตรงกับเรา เหมือนกับการตามหาอะไรสักอย่างที่เข้ากันได้เลยอ่ะ

หวังว่าจะมีสักคน ที่ตามหาเราจนเจอ ที่ตรงกันกับเราสักคน...

เราอยากช่วยเค้าจริงๆ นะ

วันนี้มีแถม วีดีโอ ให้ดูกันด้วยนะ